Papanin's profileThe question "what absur...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    March 13

    ผี

     Paranoid Android ของ Radiohead ฟังแล้วรู้สึกเย็นจริงๆ
     
    February 05

    This is for long-for-gotten

    An old man by a seashore
    At the end of day
    Gazes the horizon
    With seawinds in his face
    Tempest-tossed island
    Seasons all the same
    Anchorage unpainted
    And a ship without a name

    Sea without a shore for the banished one unheard
    He lightens the beacon, light at the end of world
    Showing the way lighting hope in their hearts
    The ones on their travels homeward from afar

    This is for long-forgotten
    Light at the end of the world
    Horizon crying
    The tears he left behind long ago

    The albatross is flying
    Making him daydream
    The time before he became
    One of the world`s unseen
    Princess in the tower
    Children in the fields
    Life gave him it all:
    October 25

    ตัวนิ่มตายแล้ว

    วันก่อน  เรากำลังดูทีวีตอนกินข้าวเย็นอยู่ 
    มีสกู๊ปข่าวของทีไอทีวี  เกี่ยวกับขบวนการค้าตัวนิ่มข้ามชาติ
    ตัวนิ่มจริงๆนะ! ที่มันมีเกล็ดแล้วม้วนตัวได้นั่นแหละ เค้ารายงานเกี่ยวกับการขนย้ายตัวนิ่มกว่าสองพันตัวจากอินโด  ผ่านมาเลย์ ไทย ลาว แล้วไปขายที่จีน เพราะว่าคนจีนเชื่อว่าเนื้อตัวนิ่มสามารถรักษาโรคมะเร็งได้
    ขนกันน่ากลัวมาก  เค้าเอาตัวนิ่มใส่รถพ่วง  รถพ่วงจริงๆนะ! ที่เราเห็นมันวิ่งๆอยู่ตามถนนนี่แหละ พอกลางทางก็แวะเอาน้ำฉีดตัวนิ่มไม่ให้มันร้อนเกินไป
    พอถึงชายแดนไทย-ลาว เค้าเอาแป้งมันใส่สายยางแล้วอัดเข้าไปในปากตัวนิ่มเพื่อเพิ่มน้ำหนัก  ถ้าตัวนิ่มหนักขึ้นกิโลนึงจะเพิ่มราคาได้สองพันบาท  แต่เห็นภาพตอนที่เอาแป้งใส่เข้าไปจนตัวนิ่มน้ำลายฟูมปากแล้วกินข้าวไม่ลงเลย 
    ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือตำรวจก็รับเงินจากขบวนการค้าตัวนิ่มข้ามชาติ  แล้วก็ปล่อยให้ขนตัวนิ่มต่อไป
    ฮือ...ส่งสารตัวนิ่มจริงๆ
    ป.ล.แต่ค้าตัวนิ่มนี่รวยจริงๆ จับตัวนิ่มยัดแป้งตัวนึงก็มีเงินทำอัลบั้มแล้ว
    September 03

    คิดถึงจรัล

    3 กันยายน 2544 อ้ายจรัล มโนเพชร จากหมู่เฮาไปอย่างบ่มีวันกลับ
    ขอหื้อดวง
    วิญญาณ ของอ้าย ....ดนตรีของอ้าย ได้สถิตย์อยู่ในใจ
    ของหมู่เฮาบ่มีวันลบเลือน....
    ....ฮักและศรััทธา 
    August 19

    A Sailorman's Hymn

     
    can you hear the sirens resound?
    from the coastline of Ireland tonight
    it's the song of a promising heart
    of the souls that the ocean unite

    and she stands by the window alone
    staring into the rain
    she is trying to guide his way home
    from the waters that keep them apart

    so she lights up a candle for hope to be found
    captive and blind by the darkness around
    firm as a mountain, she never will mourn
    timeless awaiting the break of dawn

    can you hear the sailorman's hymn?
    as it comes with the rise of the tide
    it is sung where the rainbow begins
    as a comfort for tears she has cried

    she remains by the window alone
    staring into the rain
    she is trying to guide his way home
    keeps on praying for god to protect him

    she lights up a candle for hope to be found
    captive and blind by the darkness around
    each wave a promise, a new hope reborn
    sunrise consoles at the break of dawn 
     : Ballade

     
    August 15

    ว่างจัง

     
    มีคำกลอนของอิสานกล่าวว่า 
    "ยามใดเจ้าคิดถึงข้า จงมองขึ้นไป  สายตาเราจักเกยกันบนฟ้า"
     
       "And even though I know how very far apart we are
    It helps to think we might be wishing on the same bright star"
    เป็นเนื้อเพลงที่ฟังมาตอนเด็กๆ

    คนเราเมื่อคิดถึงกัน  ก็ยังมีท้องฟ้าแลดวงดาวเป็นเครื่องปลอบใจตัวเอง  เสมือนหนึ่งว่าท่ามกลางจักรวาลอันกว้างใหญ่  เราก็ยังอยู่บนดาวดวงเล็กๆดวงเดียวกัน

    แต่สมมุติว่าถ้าคนที่เราคิดถึงอยู่ที่อีกซีกโลกหนึ่ง  ที่ๆวันแลคืนไม่อาจบรรจบกัน

    แม้แต่ฟ้าก็มิอาจเชื่อมโยงทั้งสองเข้าหากันได้

    ....

    เง้อ...

    ...เศร้า...

    ...เน่า...

    จริงๆแล้วถ้าคิดถึงกันแล้วได้แต่มองดาว ดิชั้นว่าหาแฟนใหม่น่าจะง่ายกว่า

     

     


    July 03

    พวกเรา ชาวร๊อค..........

    ถึงเวลาที่พวกเราชาวร็อคได้มีเพลงดีๆฟังกันแล้ว
    วันเสาร์นี้ บ่ายสาม คลื่น 99.5FM Theradio
     
     
    สงสารคลื่นนี้มาก วันๆมีแต่โฆษณารังนก
     
    June 28

    อัพครั้งล่าสุด

    จริงๆไม่คิดว่าจะมีคนมาอ่านอ่ะ
     
    ถ้าคนอ่านคิดว่าข้อมูลมัยเยอะเกินก็คงไม่แปลก  เพราะตัวดิฉันเองยังอ่านไม่หมดเลยค่ะ
     
    ที่จะกล่าวต่อไปก็คือ ทำไมต้องชินกาลมาลีปกรณ์?  ชินกาลมาลีปกรณ์มีความสำคัญอย่างไร? ทำไมต้องศึกษาเกี่ยวกับคัมภีร์เล่มนี้
     
    คำว่า ชินกาลมาลีปกรณ์ มีผู้ให้ความหมายว่า ระเบียบกาลเวลาของพระพุทธ(ชิน=พระพุทธเจ้า ,ปกรณ์=คัมภีร์
    แปลตรงๆว่าคัมภีร์เรื่องพระพุทธเจ้าที่ถูกร้อยเรียงดังเช่นพวงดอกไม้)
     
    คัมภีร์เริ่มด้วยการกล่าวถึงพระศากยโคดมเสด็จอุบัติมาในโลกนี้  พระพุทธประวัติอย่างละเอียด และเหตุการณ์หลังพุทธกาล  คือ การสังคยนาพระไตรภิฎก และที่ที่พระบรมธาตุประทับ 
     
    การเล่าถึงเรื่องการจัดสรรพระบรมธาตุไปยังดินแดนต่างๆทำให้เราทราบประวัติศาสตร์ของเมืองต่างๆอย่างละเอียด  ชินกาลมาลีปกรณ์จึงเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่เป็นการเขียนประวัติของเมืองต่างๆในดินแดนภาคเหนือแต่อย่างไรก็ตาม โครงเรื่องหลักของงานเขียนประวัติศาสตร์ชิ้นนี้ คือ เรื่องราวของพระพุทธเจ้า
     
    พระรัตนปัญญาเถระได้รจนาชินกาลมาลีปกรณ์เมื่อ พ.ศ.2060 ในช่วงเวลานั้นตรงกับยุคกลางของประวัติศาสตร์ยุโรป  ซึ่งทางยุโรปเองก็มีจารีตการเขียนประวัติศาสตร์โดยมีศาสนาเป็นศูนย์กลางเช่นกัน ดังกะจะกล่าวในคราวหน้าฮ่ะ
    June 26

    อัฟครั้งล่าสุด เหนิดได้อีก

     
    ชินกาลมาลีปกรณ์ : การเขียนประวัติศาสตร์ของล้านนา
     การเขียนประวัติศาสตร์แต่เดิมเป็นวัฒนธรรมของตะวันตกในการศิกษาสังคมมนุษย์  ส่วนในวัฒนธรรมไทยก็พบหลักฐานในการเขียนประวัติศาตร์ซิ่งใช้วิธีที่แตกต่างจากการเบียนประวัติศาสตร์แบบตะวันตก  หนิ่งในนั้นคือหนังสือประเภทตำนานมูลศาสนาแห่งวัฒนธรรมล้านนา ในฐานะที่เป็นวัฒนธรรมย่อยของอารยธรรมไทยมั๊ง เขียนแบบนี้เดี๋ยวโดนคนเหนือว่าเอา 
     
    การเขียนตำนานมูลศาสนาคือความพยายามในการเขียนประวัติศาสตร์ของคนสมัยก่อน 
    ชินกาลมาลีปกรณ์ลักษณะการเขียนจะแบ่งออกเป็นสองภาค โดยที่ภาคแรกเป็นเรื่องทางศาสนากล่าวถิงประวัติของพระพุทธเจ้า  ส่วนภาคที่สองเป็นเรื่องทางอาณาจักร คือการกล่าวถิงการสร้างเมืองและสร้างพระธาตุต่างๆริเปล่านิ  เริ่มจากพระพุทธเจ้าเสด็จมายังดินแดนแห่งนั้น  ประทานพระเกศาหรือรอยพระบาท  แล้วทำนายว่าภายหน้าบริเวณนี้จะกลายเป็นเมือง  จากนั้นจิงเล่าถิงการสร้างเมืองโดยกษัตริย์องค์ต่างๆ  การเล่าแบบนี้มีความเป็นตำนานมากเพราะมีเรื่องของอิทธิปาฏิหาริย์ต่างๆ  อีกทั้งตำนานลักษณะมีอยู่เต็มไปหมด  เช่นตำนานพระธาตุหริภุญไชย ตำนานพระธาตุลำปางหลวง ตำนานพระธาตุจอมทองเป็นต้น  
    ถ้าผิดเดี๋ยววันหลังมาแก้ค่ะ  
    เผอิญคีย์บอร์ดไม่มีสระอิ
     
         
    ประวัติผู้รจนา
    อันนี้เอามาจากwww.khonmuang.comนะ ไม่ได้เขียนเอง ดูจากสำนวนของเค้าดี
    พระรัตนปัญญาเถระ หรือพระสิริรัตนปัญญาเถระ

              พรเถระชาวเชียงรายรูปนี้ เป็นพระภิกษุรุ่นเดียวกันกับพระสิริมังคลาจารย์ เป็นเชื้อพระวงศ์ในราชวงศ์มังราย อุปสมบทและพำนักอยู่ที่วัดป่าแก้ว เชียงราย ต่อมาได้มาศึกษาต่อที่เชียงใหม่ และพำนักอยู่วัดสีหลาราม หรือวัดเจ็ดยอดในปัจจุบัน มณี พยอมยงค์กล่าวว่าท่านเคยพำนักที่วัดฟ่อนสร้อย (เดินอยู่ใกล้ตลาดประตูเชียงใหม่) ก่อนจนได้เป็นเจ้าอาวาส จากนั้นจึงย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดเจ็ดยอดในสมัยพระเมืองแก้ว ซึ่งเป็นพระอารามหลวง

              ผลงานของพระรัตนปัญญาเถระมีดังนี้

    1.    มาติกัตถสรูปอภิธัมมสังคณี เป็นคัมภีร์อธิบายพระอภิธรรม ไม่ปรากฏปีที่รจนา

    2.    วชิรสารัตถสังคหะ รจนาเมื่อ พ.ศ. 2078 ที่วัดมหาวนาราม เชียงใหม่ เป็นเรื่องศัพท์ย่อๆ ซึ่งเมื่อขยายใจความออกมาแล้วจะทำให้รู้ความหมายได้แจ่มชัด หรืออาจเรียกว่าเป็นหัวใจของธรรมะต่างๆ

    3.    ชินกาลมาลี หือ ชินกาลมาลีปกรณ์ คัมภีร์นี้เริ่มรจนาเมื่อ พ.ศ. 2060 ในพรรษาที่ 23 ของพระรัตนปัญญา รัชสมัยพระเมืองแก้ว เนื้อเรื่องกล่าวถึงกาลของพระพุทธเจ้า โดยเรียบเรียงอย่างมีระเบียบ จึงได้ชื่อว่า ชินกาลมาลีปกรณ์ รจนาถึงกาลก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้โดยพิศดาร ว่าด้วยพุทธกิจว่าทรงทำอะไร ประทับอยู่ที่ไหน จนกระทั่งดับขันธ์ปรินิพพาน กาทำสังคายนาครั้งต่างๆ การจำแนกพระบรมธาตุ การเผยแพร่พุทธศาสนาไปยังประเทศต่างๆ ให้เวลาและสถานที่อย่างชัดเจน บอกกำหนดปีโดยครบถ้วน นอกจากนี้ยังกล่าวถึงประวัติของบุคคลและสถานที่ของเมืองสำคัญ คือ เชียงแสน เชียงราย ลำพูน และเชียงใหม่ รจนาเสร็จสมบูรณ์ เมื่อ พ.ศ. 2071 มีความยาว 14 ผูก กับ 14 ลาน วรรณกรรมบาลีเล่มนี้ถือได้ว่าเป็นวรรณกรรมประวัติศาสตร์ล้านนาที่ใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงได้เป็นอย่างดี และเป็นที่เชื่อถือตลอดมาจนถึงปัจจุบันนี้ ทั้งผู้รจนาก็ได้แสดงความมุ่งหมายในการแต่งไว้อย่างละเอียด สมกับที่เป็นผลงานชิ้นสำคัญ

    ชินกาลมาลีปกรณ์ นับเป็นผลงานชิ้นเอกของนักปราชญ์ชาวล้านนา ที่ได้รับการแปลเป็นภาษาอื่นๆ มากมายหลายภาษา รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ราชบัณฑิตถึง 5 ท่าน ช่วยกันแปลเป็นภาษาไทยกลาง ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 5 จึงโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์แจกเป็นครั้งแรกในงานพระศพของพระราชวงศ์ เมื่อ พ.ศ. 2451 ต่อมาเสฐียร พันธรังษี ได้แปลเป็นภาษาไทยเป็นครั้งที่ 2 ใน พ.ศ. 2474 ใช้ชื่อว่า ชินกาลมาลินี และในราว พ.ศ. 2500 แสง มนวิทูร ได้แปลเป็นภาษาไทยขึ้นอีกเป็นครั้งที่ 3 มีเชิงอรรถ อธิบายความให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น

              การแปลเป็นภาษาต่างประเทศเริ่มด้วย ยอร์ช เซเดส์ แปลเป็นภาษาฝรั่งเศส โดยตีพิมพ์คู่กับภาษาบาลี ลงในวารสารวิชาการของฝรั่งเศสติดต่อกัน 6 ฉบับ เมื่อ พ.ศ. 2468 สมาคมบาลีปกรณ์ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้พิมพ์เป็นภาษาบาลีด้วยอักษรโรมัน ต่อมาก็ได้พิมพ์เป็นภาษาอังกฤษด้วย ในประเทศลังกา พระภิกษุชื่อพุทธทัตก็ได้แปลเป็นภาษาสิงหล พิมพ์คู่กับภาษาบาลี เมื่อ พ.ศ. 2498  จึงนับได้ว่าเป็นวรรณคดีล้านนาที่ได้รับการแปลและพิมพ์เผยแพร่มากที่สุด ชินกาลมาลีปกรณ์ จึงเสมือนเป็นคู่มือที่นักศึกษาชาวต่างประเทศได้ใช้เป็นหลักในการศึกษาประวัติศาสตร์และโบราณคดีของไทย มานานแล้ว (อุดม รุ่งเรืองศรี, 2528 : 118, ลิขิต ลิขิตานนท์, 2523 : 110 และประคอง นิมมานเหมินท์ 2517 : 46)