Profilo di ไปยังThe question "what absur...FotoBlogElenchiAltro Strumenti Guida

Blog


28 giugno

อัพครั้งล่าสุด

จริงๆไม่คิดว่าจะมีคนมาอ่านอ่ะ
 
ถ้าคนอ่านคิดว่าข้อมูลมัยเยอะเกินก็คงไม่แปลก  เพราะตัวดิฉันเองยังอ่านไม่หมดเลยค่ะ
 
ที่จะกล่าวต่อไปก็คือ ทำไมต้องชินกาลมาลีปกรณ์?  ชินกาลมาลีปกรณ์มีความสำคัญอย่างไร? ทำไมต้องศึกษาเกี่ยวกับคัมภีร์เล่มนี้
 
คำว่า ชินกาลมาลีปกรณ์ มีผู้ให้ความหมายว่า ระเบียบกาลเวลาของพระพุทธ(ชิน=พระพุทธเจ้า ,ปกรณ์=คัมภีร์
แปลตรงๆว่าคัมภีร์เรื่องพระพุทธเจ้าที่ถูกร้อยเรียงดังเช่นพวงดอกไม้)
 
คัมภีร์เริ่มด้วยการกล่าวถึงพระศากยโคดมเสด็จอุบัติมาในโลกนี้  พระพุทธประวัติอย่างละเอียด และเหตุการณ์หลังพุทธกาล  คือ การสังคยนาพระไตรภิฎก และที่ที่พระบรมธาตุประทับ 
 
การเล่าถึงเรื่องการจัดสรรพระบรมธาตุไปยังดินแดนต่างๆทำให้เราทราบประวัติศาสตร์ของเมืองต่างๆอย่างละเอียด  ชินกาลมาลีปกรณ์จึงเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่เป็นการเขียนประวัติของเมืองต่างๆในดินแดนภาคเหนือแต่อย่างไรก็ตาม โครงเรื่องหลักของงานเขียนประวัติศาสตร์ชิ้นนี้ คือ เรื่องราวของพระพุทธเจ้า
 
พระรัตนปัญญาเถระได้รจนาชินกาลมาลีปกรณ์เมื่อ พ.ศ.2060 ในช่วงเวลานั้นตรงกับยุคกลางของประวัติศาสตร์ยุโรป  ซึ่งทางยุโรปเองก็มีจารีตการเขียนประวัติศาสตร์โดยมีศาสนาเป็นศูนย์กลางเช่นกัน ดังกะจะกล่าวในคราวหน้าฮ่ะ
26 giugno

อัฟครั้งล่าสุด เหนิดได้อีก

 
ชินกาลมาลีปกรณ์ : การเขียนประวัติศาสตร์ของล้านนา
 การเขียนประวัติศาสตร์แต่เดิมเป็นวัฒนธรรมของตะวันตกในการศิกษาสังคมมนุษย์  ส่วนในวัฒนธรรมไทยก็พบหลักฐานในการเขียนประวัติศาตร์ซิ่งใช้วิธีที่แตกต่างจากการเบียนประวัติศาสตร์แบบตะวันตก  หนิ่งในนั้นคือหนังสือประเภทตำนานมูลศาสนาแห่งวัฒนธรรมล้านนา ในฐานะที่เป็นวัฒนธรรมย่อยของอารยธรรมไทยมั๊ง เขียนแบบนี้เดี๋ยวโดนคนเหนือว่าเอา 
 
การเขียนตำนานมูลศาสนาคือความพยายามในการเขียนประวัติศาสตร์ของคนสมัยก่อน 
ชินกาลมาลีปกรณ์ลักษณะการเขียนจะแบ่งออกเป็นสองภาค โดยที่ภาคแรกเป็นเรื่องทางศาสนากล่าวถิงประวัติของพระพุทธเจ้า  ส่วนภาคที่สองเป็นเรื่องทางอาณาจักร คือการกล่าวถิงการสร้างเมืองและสร้างพระธาตุต่างๆริเปล่านิ  เริ่มจากพระพุทธเจ้าเสด็จมายังดินแดนแห่งนั้น  ประทานพระเกศาหรือรอยพระบาท  แล้วทำนายว่าภายหน้าบริเวณนี้จะกลายเป็นเมือง  จากนั้นจิงเล่าถิงการสร้างเมืองโดยกษัตริย์องค์ต่างๆ  การเล่าแบบนี้มีความเป็นตำนานมากเพราะมีเรื่องของอิทธิปาฏิหาริย์ต่างๆ  อีกทั้งตำนานลักษณะมีอยู่เต็มไปหมด  เช่นตำนานพระธาตุหริภุญไชย ตำนานพระธาตุลำปางหลวง ตำนานพระธาตุจอมทองเป็นต้น  
ถ้าผิดเดี๋ยววันหลังมาแก้ค่ะ  
เผอิญคีย์บอร์ดไม่มีสระอิ
 
     
ประวัติผู้รจนา
อันนี้เอามาจากwww.khonmuang.comนะ ไม่ได้เขียนเอง ดูจากสำนวนของเค้าดี
พระรัตนปัญญาเถระ หรือพระสิริรัตนปัญญาเถระ

          พรเถระชาวเชียงรายรูปนี้ เป็นพระภิกษุรุ่นเดียวกันกับพระสิริมังคลาจารย์ เป็นเชื้อพระวงศ์ในราชวงศ์มังราย อุปสมบทและพำนักอยู่ที่วัดป่าแก้ว เชียงราย ต่อมาได้มาศึกษาต่อที่เชียงใหม่ และพำนักอยู่วัดสีหลาราม หรือวัดเจ็ดยอดในปัจจุบัน มณี พยอมยงค์กล่าวว่าท่านเคยพำนักที่วัดฟ่อนสร้อย (เดินอยู่ใกล้ตลาดประตูเชียงใหม่) ก่อนจนได้เป็นเจ้าอาวาส จากนั้นจึงย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดเจ็ดยอดในสมัยพระเมืองแก้ว ซึ่งเป็นพระอารามหลวง

          ผลงานของพระรัตนปัญญาเถระมีดังนี้

1.    มาติกัตถสรูปอภิธัมมสังคณี เป็นคัมภีร์อธิบายพระอภิธรรม ไม่ปรากฏปีที่รจนา

2.    วชิรสารัตถสังคหะ รจนาเมื่อ พ.ศ. 2078 ที่วัดมหาวนาราม เชียงใหม่ เป็นเรื่องศัพท์ย่อๆ ซึ่งเมื่อขยายใจความออกมาแล้วจะทำให้รู้ความหมายได้แจ่มชัด หรืออาจเรียกว่าเป็นหัวใจของธรรมะต่างๆ

3.    ชินกาลมาลี หือ ชินกาลมาลีปกรณ์ คัมภีร์นี้เริ่มรจนาเมื่อ พ.ศ. 2060 ในพรรษาที่ 23 ของพระรัตนปัญญา รัชสมัยพระเมืองแก้ว เนื้อเรื่องกล่าวถึงกาลของพระพุทธเจ้า โดยเรียบเรียงอย่างมีระเบียบ จึงได้ชื่อว่า ชินกาลมาลีปกรณ์ รจนาถึงกาลก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้โดยพิศดาร ว่าด้วยพุทธกิจว่าทรงทำอะไร ประทับอยู่ที่ไหน จนกระทั่งดับขันธ์ปรินิพพาน กาทำสังคายนาครั้งต่างๆ การจำแนกพระบรมธาตุ การเผยแพร่พุทธศาสนาไปยังประเทศต่างๆ ให้เวลาและสถานที่อย่างชัดเจน บอกกำหนดปีโดยครบถ้วน นอกจากนี้ยังกล่าวถึงประวัติของบุคคลและสถานที่ของเมืองสำคัญ คือ เชียงแสน เชียงราย ลำพูน และเชียงใหม่ รจนาเสร็จสมบูรณ์ เมื่อ พ.ศ. 2071 มีความยาว 14 ผูก กับ 14 ลาน วรรณกรรมบาลีเล่มนี้ถือได้ว่าเป็นวรรณกรรมประวัติศาสตร์ล้านนาที่ใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงได้เป็นอย่างดี และเป็นที่เชื่อถือตลอดมาจนถึงปัจจุบันนี้ ทั้งผู้รจนาก็ได้แสดงความมุ่งหมายในการแต่งไว้อย่างละเอียด สมกับที่เป็นผลงานชิ้นสำคัญ

ชินกาลมาลีปกรณ์ นับเป็นผลงานชิ้นเอกของนักปราชญ์ชาวล้านนา ที่ได้รับการแปลเป็นภาษาอื่นๆ มากมายหลายภาษา รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ราชบัณฑิตถึง 5 ท่าน ช่วยกันแปลเป็นภาษาไทยกลาง ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 5 จึงโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์แจกเป็นครั้งแรกในงานพระศพของพระราชวงศ์ เมื่อ พ.ศ. 2451 ต่อมาเสฐียร พันธรังษี ได้แปลเป็นภาษาไทยเป็นครั้งที่ 2 ใน พ.ศ. 2474 ใช้ชื่อว่า ชินกาลมาลินี และในราว พ.ศ. 2500 แสง มนวิทูร ได้แปลเป็นภาษาไทยขึ้นอีกเป็นครั้งที่ 3 มีเชิงอรรถ อธิบายความให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น

          การแปลเป็นภาษาต่างประเทศเริ่มด้วย ยอร์ช เซเดส์ แปลเป็นภาษาฝรั่งเศส โดยตีพิมพ์คู่กับภาษาบาลี ลงในวารสารวิชาการของฝรั่งเศสติดต่อกัน 6 ฉบับ เมื่อ พ.ศ. 2468 สมาคมบาลีปกรณ์ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้พิมพ์เป็นภาษาบาลีด้วยอักษรโรมัน ต่อมาก็ได้พิมพ์เป็นภาษาอังกฤษด้วย ในประเทศลังกา พระภิกษุชื่อพุทธทัตก็ได้แปลเป็นภาษาสิงหล พิมพ์คู่กับภาษาบาลี เมื่อ พ.ศ. 2498  จึงนับได้ว่าเป็นวรรณคดีล้านนาที่ได้รับการแปลและพิมพ์เผยแพร่มากที่สุด ชินกาลมาลีปกรณ์ จึงเสมือนเป็นคู่มือที่นักศึกษาชาวต่างประเทศได้ใช้เป็นหลักในการศึกษาประวัติศาสตร์และโบราณคดีของไทย มานานแล้ว (อุดม รุ่งเรืองศรี, 2528 : 118, ลิขิต ลิขิตานนท์, 2523 : 110 และประคอง นิมมานเหมินท์ 2517 : 46)